ทำบุญวันเกิด จะทำบุญด้วยอะไรดี?

September 28, 2009

ทำบุญวันเกิด จะทำบุญด้วยอะไรดี?

เมื่อถึงวันเกิด เรามักจะตั้งคำถามขึ้นมาเสมอว่า จะทำบุญวันเกิด
ด้วยอะไรดี?

คำตอบ คือการทำทาน ที่ให้ผลมากที่สุดที่จะพึงมีโอกาสและถูกวิธีตามความเชื่อ

ถ้าเชื่อว่า ตามหลักโหราศาสตร์ไทยที่เชื่อว่า มีเทวดามาช่วยรักษาและเทวดามาทำลายตามหลักทักษา ที่หมุนเวียนกันตามกำลังพระเคราะห์เสวยอายุ นี้ก็คือความเชื่ออีกแบบหนึ่ง

ความเชื่อของบรรพบุรุษไทย นำความเชื่อทางโหราศาตร์และผสมผสานให้ความเชื่อทางโหรานั้นเป็นความเชื่อรอง ให้เชื่อพระรัตนตรัย เป็นที่พึงอันสูงสุดโดยเฉพาะพระพุทธเจ้า จึงกำหนดให้มี พระพุทธรูปปางต่างๆประจำวันเกิด

หลักที่การทำให้จิตใจสบาย ในห้วงเวลาจะทำบุญวันเกิด
คือ มีองค์ประกอบ
1.ศีลต้องบริสุทธฺ
2.มีการให้ทาน(คืออาหารที่อยู่อาศัยผ้าผ่อนและยารักษาโรค)
3.การแผ่กุศลทานเหล่านั้น

ดังนั้น จึงให้มีการทำสังฆทานคือทานต่อหมู่สงฆ์ คำว่าคณะสงฆ์นั้นคือพระสงฆ์ตั้งแต่สี่รูปเป็นต้นไป ดังนั้นก่อนถวายสังฆทาน จึง มีการขอศีล เมื่อมีสัจจวาจา ห้วงเวลานั้นจึงมีศีลอันบริสุทธิ์

จากนั้นมีของถวายอาหาร ผ้าผ่อนและยารักษาโรค (ปัจจัยสี่) และที่แทนปัจจัยสี่ที่หาไม่ครบคือ นบัตรที่แทนค่าไปใช้จ่ายของที่จำเป็นและต้องการ

การแผ่กุศลให้กับใคร เมื่อไม่ทราบวิธีการหาพระเคราะห์เสวยอายุทั้งทำหน้าที่โทษและให้คุณตามหลัก โหรา ก็ให้แผ่ถึงเทวดาที่ทำหน้นที่ทั้ง8ดวงก้แล้วกัน คือพระอาทิตย์ถึงพระเสาร์คือวันทั้ง7และรวมกับพระราหูนั่นเอง

วิธีการ
1.มีเครื่องสังฆทาน อาหารคาวหวานใส่ปิ่นโต
2.เครื่องใช้ ที่จำเป็น ห้วงเวลาปัจจุบันท่านมีจีวรและสบง มากมายจะเว้นก็ได้ แต่สิ่งที่ไม่มีคนนึกถึง คือ พวกยาสระผม พระไมมีผมแต่ผิวหนังบนศรีษะต้องดูแล พวกสบู่ยาทำความสะอาดส้วม ก็สำคัญ
3.วิธีแผ่กุศลก็แผ่ให้เจ้ากรรมนายเวร เทวดาทั้ง8ดวง ก็ครบองค์ประกอบ

ถ้าคิดจะไป 9วัด แนะนำ ให้ไปวัดสังฆทาน จังหวัดนนทบุรี หากอยู่ในอาฯเขตการเดินทางง่าย

เพราะการรับสังฆทานที่วัดนี้ ของทั้งหมดแม้แต่ปัจจัย(ธนบัตร) ท่านเข้ากองกลางหมด แม้แต่ปัจจัยเป็นเงินเป็นธนบัตรหรือเหรียญที่แทนค่าเงินจับจ่ายใช้สอยใน ปัจจุบัน

แต่หากจะทำตามหลักโหราจารย์นั้นมีวิธีที่หลากหลายกันหลายสำนัก

ที่เสนอนี้เป็นหลักที่คิดตามแนวทางพระพุทธศาสนา ของประเทศไทยที่บรรพบุรุษไทยได้วางแนวทางให้ถือปฎิบัติเป็นธรรมเนียมและสอด คล้องกับวิธีการให้ทานที่ได้ผลผสมผสานความเชื่อ หลักพระพุทธศาสนากับหลักความเชื่อทางโหราได้อย่างผสมผสานกันแนบสนิทเป็น วัฒนธรรมไทยที่สืบทอดกันมาแม้บางอย่างจะไม่มีในพระไตรปิฏกก็ตาม แต่เป็นความเชื่อถือ ทางวัฒนธรรมไทย ที่ไม่เหมือนกับชาติอื่นที่นับถือพระพุทธศาสนา

สรุปจะทำอะไรก็ได้ให้เกิดบุญเวลาที่ทำบุญวันเกิด
นั่นคือมีศีล (การขอศีล5) มีทาน และองค์ประกอบของคณะสงฆ์ (ที่เรียกว่าสังฆทาน) และมีการภาวนา คือการแผ่กุศล การกรวดน้ำหลังให้ทาน

ทำบุญวันเกิด ตามวันเกิด

ทำบุญวันเกิด
-วันอาทิตย์

อาหารคาว ประเภทไข่ ดาว เจียว ผัด ลูกเขย ลูกสะใภ้ ต้มแกงกะทิ ฯ

อาหารหวาน ไข่หวาน มะพร้าวอ่อน มะพร้าวแก้ว ขนมใส่กะทิ น้ำกระเจี๊ยบ น้ำมะพร้าว น้ำขิง เงาะ
ของถวายพระ หลอดไฟ ไฟฉาย เทียน ธูป อุปกรณ์แสงสว่าง แว่นตา หมากพลู

ไหว้พระปางถวายเนตร (พระประจำวันเกิด) กำลังวันเท่ากับ ๖
(สวด แบบย่อ อะ วิช สุ นุส สา นุต ติ) เติมน้ำมันตะเกียงตามวัด ทำทานกับคนตาบอด โรงพยาบาลโรคตา มูลนิธิคนตาบอด โรงพยาบาล โรคหัวใจ มูลนิธิโรคหัวใจ

พฤติกรรม ออกรับแสงอาทิตย์อ่อน ๆ ช่วงเช้าหรือเย็น ๆ เพื่อให้เกิดพลัง อย่าใจร้อน เลิกทิฐิ ทำตัว เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น
ทำบุญวันเกิด
-วันจันทร์

อาหารคาว ประเภทสัตว์ปีก สัตว์น้ำ เช่น ไก่ผัดขิง ไก่ย่าง ไก่ทอด ปูผัดผงกะหรี่ ปูนึ่ง ข้าวมันไก่ ข้าวผัดปู เต้าหูทอด แกงจืดเต้าหู้ แกงเผ็ดเป็ดย่าง ปลาสลิดทอด

อาหารหวาน น้ำเต้าหู้ นมถั่วเหลือง น้ำอ้อย โดนัท นมสด นมกล่อง เผือก มัน ลางสาด ขนมเปี๊ยะ
ของถวายพระ แก้วน้ำ แจกัน ของโปร่งๆ ใส ๆ

ไหว้พระปางห้ามญาติ (พระประจำวันเกิด) กำลังวัน เท่ากับ ๑๕
(สวดแบบย่อ อิ ระ ชา คะ ตะ ระ สา ) ทำทานกับมูลนิธิช่วยเหลือสตรี

พฤติกรรม ทำจิตใจให้สดชื่น แจ่มใส อยู่เสมอ อย่าวิตกกังวลเกินเหตุ ให้ความช่วยเหลือสตรีเช่นลุก ให้สตรีนั่งบนรถเมล์
บริหารกล้ามเนื้อหน้าอกให้แข็งแรง
ทำบุญวันเกิด
-วันอังคาร

อาหารคาว อาหารประเภทเส้น ขนมจีน วุ้นเส้น บะหมี่ ก๋วยเตี๋ยว เนื้อวัว ปลาช่อนตากแห้งทอด

อาหารหวาน ฝอยทอง สลิ่ม ลอดช่อง ทุเรียน ระกำ ขนุน น้ำสไปร์ท น้ำอัดลม
ของถวายพระ เหล็ก เส้น เครื่องมือประเภทเหล็ก กรรไกร แปรงสีฟัน ยาสีฟัน พัดลม กรรไกรตัดเล็บ

ไหว้พระปางไสยาสน์ (พระนอน) (พระประจำวันเกิด) มีกำลังเท่ากับ ๘
(สวดแบบย่อ ติ หัง จะ โต โร ถิ นัง) ทำทานกับคนพิการทางปาก ปากแหว่ง ผู้ป่วยโรคลมชัก
พฤติกรรม ทำตัวให้กระฉับกระเฉง ตื่นตัว ขยันให้มากขึ้น ลดอารมณ์ร้อน การชิงดีชิงเด่น
ทำบุญวันเกิด
-วันพุธ

(กลางวัน)

อาหารคาว เน้นสีเขียว หมู แกงเขียวหวานหมู หมูปิ้ง หมูทอด ผัดพริกหมูฯ คะน้าน้ำมันหอย กุนเชียง

อาหารหวาน ขนมเปียกปูนเขียว น้ำฝรั่ง ชมพู่เขียว องุ่นเขียว มะม่วงเขียวเสวย ฝรั่ง ชามะนาว
ของถวายพระ สมุด กระดาษ ปากกา ดินสอ อุปกรณ์การเรียนการศึกษา

ไหว้พระปางอุ้มบาตร (พระประจำวันเกิด) มีกำลังเท่ากับ ๑๗
(สวดแบบย่อปิ สัม ระ โล ปุ สัต พุท ) ทำทานกับคนพิการทางหู โรงพยาบาลโรคสมอง โรงเรียนสอนคนหูหนวก

พฤติกรรม อ่านหนังสือธรรมะ ร้องเพลง ฝึกสร้างความมั่นใจให้ตนเอง

(กลางคืน)

อาหารคาว ของหมักดอง ผักกาดดองผัดไข่ อาหารกระป๋อง แกงใบยอ หมูยอ แหนม ไข่เยี่ยวม้า ห่อหมก

อาหารหวาน ข้าวหมาก ขนมเปียกปูนดำ เฉาก๊วย ข้าวเหนียวดำ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ผลไม้หัวโตๆ ทุเรียน
ของถวายพระ พัดลม เทปธรรมะ ยาแก้โรคลม ยาหอม

ไหว้พระปางป่าเลไลย์ (พระประจำวันเกิด) มีกำลังเท่ากับ ๑๒
(สวดแบบย่อ คะ พุท ปัน ทู ธัม วะ คะ) ทำทาน กับมูลนิธิหรือหน่วยงานที่เกี่ยวกับยาเสพติด

พฤติกรรม เลิกบุหรี่ เลิกดื่มหรือลดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด เลิกการพนัน เลิกทำตัวเหลวไหล เลิกเที่ยวกลางคืน เลิกยาเสพติดทุกชนิด
ทำบุญวันเกิด
-วันพฤหัสบดี

อาหารคาว ประเภทเถา แกงเลียง บวบผัดไข่ น้ำเต้า

อาหารหวาน แตงโม แตงไทย น้ำสมุนไพร ส้ม สาลี่ น้ำมะตูม น้ำว่านหางจระเข้
ของถวายพระ สบง จีวร หนังสือธรรมะ ตู้ยา โต๊ะหมู่บูชา

ไหว้พระปางสมาธ ิ(พระประจำวันเกิด) มีกำลังเท่ากับ ๑๙
(สวดแบบย่อ ภะ สัม สัม วิ สะ เท ภะ) ทำทานกับโรงพยาบาลสงฆ์ บริจาคข้าวสาร เสื้อผ้า ผ้าห่มกันหนาว

พฤติกรรม นั่งสมาธิ สวดมนต์ ถือศีล ๕ อย่าซื่อจนเกินไป
ทำบุญวันเกิด
-วันศุกร์

อาหารคาว ประเภทของหอม หวาน ข้าวหอมมะลิ ผักกาดหอม ไข่เจียวหอมใหญ่ ยำหัวหอม

อาหารหวาน ขนมหวาน หอมทุกชนิด น้ำเก๊กฮวย ผลไม้ที่มีกลิ่นหอม กล้วยหอม เค้ก
ของถวายพระ นาฬิกา โต๊ะรับแขก ดอกไม้สวยหอม ระฆัง ย่าม

ไหว้พระปางรำพึง (พระประจำวันเกิด )มีกำลังเท่ากับ ๒๑
(สวดแบบย่อ วา โธ โน อะ มะ มะ วา) ทำทานกับเด็กด้อยโอกาส ให้เงิน ให้เสื้อผ้าสวย อาหารที่หอมหวานชวนกิน ไอศกรีม

พฤติกรรม ทำตัวให้สดชื่นแจ่มใส บำรุง ดูแลตัวเองให้ดูดีอยู่ตลอด จัดสิ่งแวดล้อมให้น่าอยู่ สวยงาม เลิกการฟุ่มเฟือย
ทำบุญวันเกิด
-วันเสาร์

อาหารคาว ประเภทของขม ของดำมะระยัดไส้ สะเดาน้ำปลาหวาน น้ำพริกปลาทู มะเขือยาว

อาหารหวาน ลูกตาลเชื่อม กาแฟ โอเลี้ยง
ของถวายพระ ร่มสีดำ กระเบื้องมุงหลังคา ไม้กวาด สร้างห้องน้ำถวายวัด

ไหว้พระปางนาคปรก (พระประจำวันเกิด) มีกำลังเท่ากับ ๑๐
(สวดแบบย่อ โส มา ณะ กะ ระ ถา โธ) ทำทานกับโรงพยาบาลโรคจิต โรงพยาบาลโรคประสาท

พฤติกรรม กวาดลานวัด ล้างห้องน้ำวัด ไม่เครียด มองโลกในแง่ดี ขยะในบ้านยกทิ้งทุกวัน อย่าหมักหมม
ทำบุญวันเกิด

ทำบุญวันเกิด

September 24, 2009

ทำบุญวันเกิด

ก่อนที่จะอ่านบทกลอนนี้ ขอให้ท่าน ทำจิตใจให้ว่าง สูดหายใจเข้าลึกๆ มีสมาธิ มีสติกับกลอนนี้ อ่านช้าๆ แล้วคิดตาม แล้วคุณก็จะรู้ว่าใครรักคุณมากที่สุด หรือก่อนที่จะจัดงานวันเกิด ให้เรามา ทำบุญวันเกิด กันดีกว่า

งานวันเกิด ยิ่งใหญ่ ใครคนนั้น ฉลองกัน ในกลุ่ม ผู้ลุ่มหลง
หลงลาภยศ สรรเสริญ เพลินทนง วันเกิดส่ง ชีพสั้น เร่งวันตาย
ณ มุมหนึ่ง ซึ่งเหงา น่าเศร้านัก หญิงแก่แก่ นั่งหงอย และคอยหาย

โอ้วันนี้ ในวันนั้น อันตราย แม่คลอดสาย โลหิต แทบปลิดชนม์
วันเกิดลูก เกือบคล้าย วันตายแม่ เจ็บท้องแท้ เท่าไร ก็ไม่บ่น
กว่าอุ้มท้อง กว่าคลอด รอดเป็นคน เติบโตจน บัดนี้ นี่เพราะใคร

แม่เจ็บเจียน ขาดใจ ในวันนั้น กลับเป็นวัน ลูกฉลอง กันผ่องใส
ได้ชีวิต แล้วก็เหลิง ระเริงใจ ลืมผู้ให้ ชีวิต อนิจจา

ไฉนเรา เรียกกัน ว่า”วันเกิด”
“วันผู้ให้ กำเนิด” จะถูกกว่า

คำอวยพร ที่เขียน ควรเปลี่ยนมา ให้มารดา คุณเป็นสุข จึงถูกแท้
เลิกจัดงาน วันเกิด กันเถิดนะ ควรแต่จะ คุกเข่า กราบเท้าแม่
รำลึกถึง พระคุณ อบอุ่นแด อย่ามัวแต่ จัดงาน ประจานตัว

ทำบุญวันเกิด ทุกครั้งผมอุทิศผลบุญให้พ่อกับแม่หมดเลย ขอให้พ่อแม่มีความสุขกับชีวิตในชาตินี้และชาติต่อๆไป คำอธิษฐานเมื่อ ทำบุญวันเกิด

ทำบุญวันเกิด อย่างไรให้ได้ผลบุญมากมาย

ทำบุญวันเกิด อย่างไรให้ได้ผลบุญมากมาย มีหลายอย่างมากมายที่อยากได้ และอยากจะทำเมื่อครบกำหนดวันเกิดของเรา เช่นอยากทำบุญวันเกิด มีอะไรบ้างหละ ถวายอาหาร และกรวดน้ำให้กับพระคุณพ่อ พระคุณแม่ และเทพเทวดาทั้งหลายที่ปกปักรักษาตัวเรา ทำบุญวันเกิด ด้วยการปล่อยสัตว์
ทำบุญวันเกิด ด้วยการให้ทานโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน เช่น เลี้ยงอาหารเด็กกำพร้า บริจาคเงินให้องค์กรและหน่วยงานอื่นที่เป็นการช่วยเหลือ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ เป็นต้น และที่สำคัญที่สุดในการทำบุญวันเกิด ของเราคือ บอกรัก พ่อ บอกรักแม่ เมื่อท่านยังมีเวลาและยังอยู่กับเรา เท่านี้ก็ถือว่าเป็นบุญอย่างยิ่งแล้ว
ทำบุญวันเกิด

ผักตบ : ผักพื้นบ้านดั้งเดิมที่ถูกลืม

September 18, 2009

ผักพื้นบ้านของไทยหลายชนิด มีชื่อเรียกนำหน้าด้วยคำว่า “ผัก” เสมอ เช่น ผักบุ้ง ผักกระเฉด ผักขม และผักตบ เป็นต้น ผักที่มีคำว่า “ผัก” นำหน้าชื่อเหล่านี้ มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในบริเวณประเทศไทยนี้เอง มิได้นำเข้ามาจากภายนอกดังเช่นพืชผักอีกหลายชนิด โดยเฉพาะพืชผักที่นำเข้ามาในช่วงหลัง เช่น ผักจีน และผักจากเมืองหนาว (temperate) ชนิดต่าง ๆ แต่ก็มีข้อยกเว้นบ้าง เช่น ผักขมจีน และผักตบชวา เป็นต้น

แม้ชื่อของพืชต่างประเทศเหล่านั้นจะมีคำว่าผักนำหน้าเช่น เดียวกับผักพื้นบ้านดั้งเดิมของไทย แต่ก็มีชื่อถิ่นที่นำเข้ามาต่อท้ายเสมอ เช่น คำว่า จีน และชวา เป็นต้น แสดงให้เห็นว่านำเข้ามาจากจีนและชวา การที่คนไทยเรียกผักจากต่างประเทศโดยใช้คำว่า “ผัก” นำหน้าคงเป็นเพราะผักเหล่านั้นมีลักษณะคล้ายคลึงกับผักพื้นบ้านดั้งเดิมของไทยที่เรียกชื่อขึ้นต้นด้วยคำว่า “ผัก” มาก่อนแล้ว เช่น ผักขมหรือผักตบนั่นเอง
ผัก จากต่างประเทศบางชนิดเมื่อเข้ามาในประเทศไทยแล้วมีการขยายแพร่พันธุ์ออกไป อย่างกว้างขวางมากขึ้นทุกที จึงทำผักพื้นบ้านดั้งเดิมของไทยที่มีชื่อเดียวกัน ถูกลดความสำคัญลงจนกระทั่งคนไทยส่วนใหญ่ลืมไปว่ามีผักชนิดนั้นอยู่ ดังเช่น กรณีผักตบ(ไทย)กับผักตบชวา

ผักตบ( ไทย ) นั้นมีอยู่คู่ชาวไทยมาแต่เดิม ส่วนผักตบชวาเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้ ผักตบชวาในประเทศไทยนั้นมีผู้นำเข้ามาจากเกาะชวา ช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เมื่อไม่ถึงร้อยปีที่ผ่านมานี้เอง แต่ผักตบชวาขยายพันธุ์ออกไปตามแหล่งน้ำต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วมาก จนคนไทยทั่วประเทศพบเห็นและรู้จักกันเป็นอย่างดี
ส่วนผักตบไทยซึ่งมีอยู่ แต่เดิมนั้นขยายพันธุ์ได้ช้ามาก และมีข้อจำกัด คือไม่สามารถลอยไปตามน้ำได้เหมือนผักตบชวา ปัจจุบันจึงพบขึ้นอยู่ในที่ชื้นแฉเพียงไม่กี่แห่ง คนไทยน้อยคนจะมีโอกาสได้พบเห็นผักตบ(ไทย) ยิ่งการนำมาประกอบอาหารในฐานะผักยิ่งน้อยลงไปอีกหลายเท่า จึงอาจกล่าวได้ว่าผักตบ(ไทย) กลายเป็นผักพื้นบ้านดั้งเดิมที่ถูกลืม

อดีตและปัจจุบันของผักตบ(ไทย)

ผักตบ(ไทย) มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Monochoria hastata solms อยู่ในวงศ์ Pontederiaceae เช่นเดียวกับผักตบชวา (Eichhornia crassipes Solms) ผักตบเป็นพืชที่ขึ้นอยู่ตามโคลนเลน มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อน (Tropical) ของทวีปเอเชีย รวมทั้งประเทศไทย

เหง้า( ลำต้นใต้ดิน )ของผักตบ ฝังอยู่ในโคลนเลน ใบและดอกโผล่พ้นโคลนและน้ำขึ้นมาในอากาศ ก้านใบยาวประมาณ 80-90 เซนติเมตร ใบรูปหัวใจปลายเรียวแหลม มีหูใบแหลม ดอกเกิดเป็นช่อกระจุก โผล่ออกมาตรงก้านใบ มีกลีบเลี้ยงหุ้มช่อดอกเอาไว้ ดอกมีสีน้ำเงินอมม่วง นับว่าเป็นสีงดงามเป็นที่ชื่นชมของคนไทยในอดีต

ในหนังสืออักขราภิธานศรับท์ของหมอบรัดเลย์ พ.ศ. 2416 กล่าวถึงดอกผักตบเอาไว้ว่า “…ดอกมีสีเขียวเหมือนดอกอัญชัน งามนัก…” ส่วนพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2493 กล่าวถึงดอกผักตบว่า “ดอกสีขาบ…” ซึ่งสีขาบก็คือสีน้ำเงินแก่ แต่สีของดอกผักตบเป็นสีเฉพาะตัวไม่เหมือนใคร ในอดีตเมื่อเอ่ยถึง “สีดอกผักตบ” ก็จะรู้จักกันทั่วไป ดังเช่นใช้เรียกสีของพลอยชนิดหนึ่งว่า “พลอยสีดอกผักตบ” เป็นต้น เมื่อดอกผักตบโรยแล้วจะติดผล มีลักษณะเรียวบิดเป็นเกลียว ข้างในมีเมล็ดขนาดเล็กอยู่มากมาย สามารถงอกขึ้นเป็นต้นได้อีกในที่เหมาะสม

ในอดีตประเทศไทยมีพื้นที่ชื้นแฉะตลอดปีเหมาะแก่การเจริญเติบโตของผักตบอยู่มาก จึงพบผักตบขึ้นอยู่ทั่วไป ชาวไทยนำผักตบมากินเป็นผักสามัญชนิดหนึ่ง ซึ่งสามารถเก็บมากินได้ตลอดปี ส่วนของผักตบที่นำมาใช้เป็นผักก็คือก้านใบ ใบอ่อน และช่อดอก โดยใช้กินได้ทั้งสุกและดิบ แกงส้มผักตบเป็นแกงส้มที่แพร่หลายที่สุดอย่างหนึ่งของชาวไทยภาคกลางในอดีต ผักตบจึงเป็นผักประจำครัวของชาวไทยภาคกลางอีกอย่างหนึ่ง มีคำโต้ตอบของหนุ่มสาวชาวไทยภาคกลางในอดีตที่แสดงถึงความนิยมผักตบ นั่นคือ ชาวหนุ่มมัก จะถือโอกาสเมื่อมีงานบุญ (เช่นงานบวช) ที่มีการระดมสาว ๆ มาช่วยทำครัว เจ้าหนุ่มจะเข้าไปเมืองมองข้าง ๆ ครัวแล้วเอ่ยถามสาว ๆ ที่กำลังทำครัวอยู่ว่า “มี( หัว )หอมบ้างมั้ย ขอหอมบ้างสิ” เป็นการดูท่าทีของสาว ๆ หากสาวไม่พอใจก็จะตอบว่า “ปอมไม่มีหรอก มีแต่ผักตบจะเอามั้ย” ทั้งนี้เพราะทั้งหอมและตบมีความหมายสองอย่าง คือเป็นทั้งคำนาม ( ผัก )และกิริยา

เนื่องจากคำว่า “ตบ” มีความหมายไปในทางร้ายได้ คือกิริยาตบ (ตี) ชาวไทยในอดีตจึงเห็นว่าผักตบเป็นชื่อไม่สุภาพ ทำให้ผักตบมีชื่อเรียกให้สุภาพยิ่งขึ้นอีกชื่อหนึ่งว่า “ผักสามหาว” เช่นเดียวกับที่ผักบุ้งมีชื่อสุภาพว่า “ผักทอดยอด” นั่นเอง ความรุ่งเรืองของผักตบคงจะค่อย ๆ หมดไป เมื่อผักตบชวาเข้ามาในประเทศไทย เพราะผักตบชวามีจุดเด่นหลายประการเหนือกว่าผักตบ ซึ่งได้กลายเป็นผักตบไทยไป เช่น ผักตบชวาใช้เป็นผักได้เช่นเดียวกับผักตบไทย ผักตบชวามีช่อดอกใหญ่และงดงามกว่าผักตบไทย (ซึ่งเป็นสาเหตุให้มีผู้นำจากเกาะชวามาสู่ประ-เทศไทย) ที่สำคัญคือผักตบชวาแพร่ขยายพันธุ์ได้รวดเร็วกว่าผักตบไทยมาก ผักตบไทยจึงค่อย ๆ ถูกทอดทิ้งหลงลืมโดยคนไทยมาจนถึงยุคปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม จุดเด่นของผักตบชวา คือการแพร่ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วนั้นได้กลายเป็นปัญหาใหญ่ในเวลาต่อมา นั่นคือผักตบชวากลายเป็นวัชพืชน้ำที่ร้ายแรงยิ่งของประเทศไทย และแทบทุกประเทศที่นำผักตบชวาเข้าไปเผยแพร่ โดยไม่มีมาตรการควบคุมที่เหมาะสม ต่างจากผักตบไทยซึ่งไม่เคยมีปัญหาว่าจะกลายเป็นวัชพืชเลย ตรงข้ามกลับเหลือน้อยลงทุกทีจนแทบจะสูญหายไปในปัจจุบัน

ประโยชน์ด้านอื่น ๆของผักตบไทย

นอกจากใช้เป็นผักตามชื่อแล้ว ผักตบไทยยังนำมาใช้ประโยชน์ได้อีกหลายประการ เช่น ด้านสมุนไพร หนังสือประมวลสรรพคุณยาไทย บรรยายคุณสมบัติทางยาของผักตบไทยเอาไว้ว่า “รสเย็น ใช้ทาหรือพอก ถอนพิษ แก้ปวดแสบปวดร้อน” ในเกาะเซลีเบส ของอินโดนีเซีย นำเหง้าผักตบมาตำรวมกับถ่านไม้ ใช้พอกแก้ขี้รังแคบนศีรษะ ในเกาะเซลีเบสยังใช้ต้น( เหง้า ) และใบผักตบมาต้มเป็นอาหารสัตว์ เช่น วัว ควาย เช่นเดียวกับที่ชาวไทยนำผักตบชวามาเลี้ยงหมู ในอดีตเมื่อผักตบยังหาได้ง่ายนั้น (และยังไม่มีผักตบชวา) ชาวไทยก็คงใช้ผักตบเป็นอาหารสัตว์ด้วยเหมือนกัน
เนื่องจากผักตบไทยมีก้าน ใบแข็งและยาวกว่าผักตบชวา รวมทั้งใบเรียวแหลมงดงามกว่าผักตบชวา เติบโตช้า ดอกมีสีสวยงามเฉพาะตัว จึงใช้ปลูกเป็นไม้ประดับในบ้านเรือนได้ เช่นปลูกในกระถางที่ใส่โคลนเลนและขังน้ำได้ เหมือนกระถางปลูกบัวประดับที่นิยมกันในปัจจุบัน

จึงขอแนะนำว่าผู้อ่านที่มีบริเวณบ้านพอสำหรับตั้งกระถางกลางแจ้งได้ ลองหาผักตบไทยมาปลูกเอาไว้บ้าง เพราะนอกจากจะได้ผัก สมุนไพร และไม้ประดับเอาไว้ใกล้ตัวแล้ว ยังจะได้มีส่วนอนุรักษ์ผักพื้นบ้านดั้งเดิมของไทยชนิดหนึ่ง เอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้รู้จัก และใช้ประโยชน์อย่างที่เคยเป็นมาในอดีต

ทำบุญวันเกิด